คอลัมน์ Centric: ตามรอยพระบาท 'สมเด็จย่า'30 ปี บน 'ดอยตุง'แปลงศาสตร์การพัฒนาเพื่อสร้าง 'ความมั่นคง'

posttoday115 ม.ค. 2530 เป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนีหรือ "สมเด็จย่า" ของคนไทยเสด็จพระราชดำเนินเยือนดอยตุง ครั้งนั้นพระองค์ทรงมี พระราชดำรัสว่า
"ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง"


นับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ครบ 30 ปีพอดี ที่พระองค์ท่านได้นำศาสตร์การพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระองค์และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไปพลิกฟื้นดอยตุงจากที่เคยเป็นพื้นที่ผลิตและส่งมอบยาเสพติดขนาดใหญ่ติดอันดับโลกด้วยที่ตั้งที่อยู่ตรงกลางสามเหลี่ยมทองคำ สิ่งแวดล้อมถูกทำลายจนภูเขาทั้งลูกเป็นภูเขาหัวโล้น และยังเป็นที่ตั้ง ของกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคง กลายเป็นพื้นที่ที่ชนเผ่าต่างๆ ทั้ง 6 ชนเผ่า 29 หมู่ กว่า 1.1 หมื่นชีวิต มีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีทางเลือกในการประกอบ อาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการพัฒนาดอยตุง


ปัจจุบันชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น จากอดีต 3,772 บาท/ปี มาเป็น 78,457 บาท/ปี ขณะที่สภาพป่าบนดอยตุงเปลี่ยนจากภูเขาหัวโล้นกลับมาเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ 70% ของพื้นที่ 93,515 ไร่ ภายใต้โครงการพัฒนาดอยตุง เปลี่ยนเป็นป่าอนุรักษ์และป่าเศรษฐกิจปลูกกาแฟและแมคคาเดเมีย


posttoday2หลังสมเด็จย่าทรงมีพระราชดำรัสปลูกป่าบนดอยตุง "โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน)" ก็ได้ก่อตั้งขึ้น ในปี 2531 เป้าหมายคือการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วย ยากจน และความไม่รู้ของคน ในพื้นที่ ซึ่งเดิมอยู่รอดด้วยการทำลายธรรมชาติ ปลูกฝิ่น ทำสิ่งผิดกฎหมายโดยใช้ ศาสตร์การพัฒนาเข้าไปแก้ที่รากเหง้าของปัญหาไม่ว่าจะเป็นความยากจนและ การขาดโอกาส


โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้สร้างงาน อาชีพ พัฒนาทักษะให้ชาวเขามีความรู้ มีรายได้ จนกลายเป็นหน่วยธุรกิจภายใต้ การดูแลของ "มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์" รวม 4 หน่วยภายใต้ แบรนด์ "ดอยตุง" ได้แก่ งานหัตถกรรม การเกษตร อาหารแปรรูป และการท่องเที่ยว ซึ่งดอยตุงมีรายได้สามารถเลี้ยงดูตัวเอง ได้ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา


คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองเลขาธิการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  ได้บอกเล่า ถึงธุรกิจของดอยตุง งานการพัฒนาในแต่ละหน่วยธุรกิจตลอดจนแผนในอนาคต
มุ่งความเป็นเลิศด้านกาแฟ


คุณหญิงพวงร้อย กล่าวว่า ภาพรวม ธุรกิจของดอยตุงมีกำไรไม่สูงมาก แต่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เพราะเป้าหมายกำไรจริงๆ ของโครงการพัฒนาดอยตุง คือการพัฒนาความรู้ ทักษะ สร้างอาชีพ ให้ชุมชน คงการเป็นธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE)


ทั้งนี้ ในส่วนของกลุ่มอาหารแปรรูปจากกาแฟและแมคคาเดเมีย จากป่าเศรษฐกิจนั้น ในปีที่ผ่านมาดอยตุงยังให้ ความสำคัญกับการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ ซึ่งปัจจุบันกาแฟบนดอยตุงเป็นกาแฟคุณภาพที่ผลิตposttoday3เท่าไรก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ทำให้มีการเริ่ม ขยายการพัฒนาสายพันธุ์ไปปลูกที่ จ.น่าน และในเมียนมาได้ 3 ปีแล้ว


ในส่วนของกาแฟนี้ จะต้องมีการพัฒนาด้านคุณภาพซึ่งดอยตุงมีแผนการตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านกาแฟ โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านกาแฟ ตั้งแต่การปลูก การบริหารไร่ การเก็บเกี่ยว พัฒนาคุณภาพการแปรรูปหลังเก็บเกี่ยว ทั้งการจัดเก็บสาร กาแฟ การคั่วบรรจุภัณฑ์ บริการจัดการ ร้านกาแฟ พัฒนาบาริสต้า ครบวงจรตั้งแต่ปลูกถึงกาแฟในถ้วย ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปี จะสร้างศูนย์การเรียนรู้นี้ได้สมบูรณ์ และจะเป็น องค์ความรู้ที่เผยแพร่ไปสู่บุคคลภายนอกด้วย


"หลังการเปิดเออีซีแล้ว การแข่งขัน ในตลาดกาแฟจะสูงขึ้น ซึ่งลาว เวียดนาม มีพื้นที่ปลูกเหมาะสมและค่าแรงเขาถูก กว่าไทยมาก ดังนั้น การปลูกกาแฟแล้วขายเป็น Commodity (สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป) ทำไม่ได้อีกต่อไปจำเป็นต้องสอนให้ชุมชนขายคุณภาพ การพัฒนาองค์ความรู้จึงมีความจำเป็น ซึ่งตอนนี้กาแฟเป็นธุรกิจหลักที่เราอยาก โฟกัส เพราะทั้งสอดคล้องกับภูมิประเทศของดอยตุงและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เราต้องฝึกคนให้สามารถรับกับทั้งการแข่งขันหลังเปิดเออีซีและยกระดับดอยตุงไปสู่ร้านกาแฟ Third Wave Coffee"  คุณหญิงพวงร้อย กล่าว


พัฒนาองค์ความรูงาน เซรามิก


สำหรับกลุ่มธุรกิจหัตถกรรม ซึ่งประกอบไปด้วยผ้าทอ พรมทอ พรมยิง กระดาษสาและเซรามิก มีการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ เช่น ในส่วนผ้า กระดาษสา นั้น ได้มีการทดลองใช้สีย้อมธรรมชาติ มีการนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ในงาน เช่น นำเถ้าแมคคาเดเมียมาผสมกับดินในท้องถิ่น เพื่อทำเซรามิก


คุณหญิงพวงร้อย กล่าวว่า ในส่วนของงาน เซรามิกของดอยตุง ตอนนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ


1.Pre Collection เป็นงานเซรามิกแรกเริ่มภายใต้แบรนด์ดอยตุง ซึ่งมีการนำเครื่องมือเข้ามาช่วยผลิต ผลิตเป็นอุตสาหกรรมแต่ก็มีการใส่งานฝีมือเข้าไปด้วย
2.เป็นส่วนเซรามิกที่ผลิตป้อนให้กับห้างอีเกีย"ผลิตให้มา 7-8 คอลเลกชั่น แล้ว โดยในส่วนที่ผลิตให้อีเกียแม้จะมีกำไรน้อยแต่มีสิ่งที่ได้มากกว่าเงินนั่นคือองค์ความรู้ เพราะการจะผลิตสินค้าเพื่อส่งอีเกียได้จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพหลายขั้นตอน ซึ่งตรงนี้ช่วยให้คนของดอยตุงซึ่งส่วนใหญ่ก็คือชาวบ้านในชุมชนเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน"


posttoday4อย่างไรก็ตาม ยังมีการพัฒนาองค์ความรู้ ของคนไปสู่การทำเซรามิกที่มีคุณภาพสูงขึ้น

เป็นกลุ่มที่ 3.เซรามิก อาร์ต ซึ่งเป็นงานหัตถกรรม 100% ทุกชิ้นปั้นขึ้นทีละใบ"การพัฒนาในกลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือถ่ายทอดองค์ความรู้จากเทศบาลเมืองคาซามะ ประเทศญี่ปุ่น โดยเน้นการพัฒนางานศิลปะเซรามิกที่เป็นตัวตนของดอยตุง ทั้งการใช้ดินในท้องถิ่น การใช้วัสดุที่บ่งบอกความเป็นดอยตุง เช่น การเคลือบด้วยเถ้าแมคคาเดเมีย ตลอดจนการใส่แรงบันดาลใจของศิลปินลงไปในงาน ซึ่งการพัฒนาทำได้ดีและปีนี้จะมีการไปออกร้านในเทศกาล เซรามิกที่เมืองคาซามะด้วย"


พลังงานทดแทนจากกะลาแมคคาเดเมีย


นอกจากงานพัฒนาองค์ความรู้การผลิต ในกลุ่มงานต่างๆ  ยังมีการหันมาใช้พลังงานทดแทนจากวัสดุเหลือใช้เพื่อฝึกให้ชุมชนเข้าใจการลดต้นทุน คือการใช้กะลาแมคคาเดเมีย มาเผาเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งตามรายงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระบุว่าในโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มีแมคคาเดเมียทั้งหมด 21,181 ต้น ให้ผลผลิตแมคคาเดเมียสด 568 ตัน ได้แมคคาเดเมีย 66.1 ตัน


ส่วนที่เหลือเป็นเปลือกนั้นได้นำเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานแมคคาเดเมีย 15 ตัน โรงงานเซรามิก 18 ตัน และโรงงานย้อมสีและ กระดาษสา 27 ตัน  ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 228,102 บาท/ปี ลดการใช้เชื้อเพลิงได้ 9,950 กิโลกรัม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 30,977 KgCO2 ซึ่งเทียบเท่าการปลูกป่า 32.6 ไร่


สานต่อการท่องเที่ยว เชิงความรู้


ในส่วนของการท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่สามารถสร้างงาน อาชีพให้กับชาวเขา บนดอยตุง โดยครั้งนี้ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการรับการถ่ายโอนงาน ดูแลมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง จากทั้งคุณหญิงพวงร้อย และ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ได้เล่าถึงแผนงาน ด้านการท่องเที่ยวของดอยตุงว่า


"การท่องเที่ยวของดอยตุงนอกจากจะมุ่งสู่การเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนแบบครอบครัวและครบวงจร ยังคงเน้นการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ภายใต้คอนเซ็ปต์ 'มหาวิทยาลัยชีวิต' และเพิ่มจุดสนใจ ใหม่ๆ สำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้เปิดตัว "Tree Top Walk" ให้นักท่องเที่ยวขึ้นเดินบนสะพานเชือกระยะทาง 300 เมตร เพื่อดูป่าดั้งเดิมของดอยตุง และที่จะทำเพิ่มขึ้นคือเส้นทางการเดินป่า"
มีกิจกรรม D.I.Y. ที่ครอบครัวขึ้นมา บนดอยตุงแล้วร่วมกันทำได้ เช่น กิจกรรม การปั้น เพนต์ สิ่งประดิษฐ์จากกระดาษสา ทำการ์ดจากดอกไม้แห้ง ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้พนักงานของดอยตุงที่มาจากคนในชุมชนนั้น ได้เป็นครูสอน นักท่องเที่ยว ซึ่งทำให้เขามีความภูมิใจในตัวเองด้วย


ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ได้เริ่มมีเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง หรือถนนคนเดินบนดอยตุง ซึ่งจัดในช่วงสิ้นปีและต่อเนื่องถึงต้นปีใหม่ แต่สำหรับปีนี้ที่ จัดขึ้นระหว่างต้นเดือน ธ.ค. 2559-29 ม.ค. 2560 ที่ผ่านposttoday5มา โดยได้เปลี่ยนชื่องานเป็นเทศกาล "สืบสาน บันดาลใจ" เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


"งานนี้เป็นการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้ชุมชนนำสินค้าชุมชนเข้ามาขาย ฝึกให้ชุมชนเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการ ขายของที่มีคุณภาพ ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มจัดเก็บค่าเช่าซึ่งราคาไม่สูง เช่น ร้านขายผักผลไม้เก็บค่าเช่าวันละ 50 บาท ร้านขายสินค้า หัตถกรรมวันละ 80 บาท และขายอาหารวันละ 100 บาท ซึ่งที่เก็บนี้ก็เพื่อให้ผู้ขายเรียนรู้การทำธุรกิจจริงๆ ว่าไม่มีการทำธุรกิจอะไรที่ได้มาฟรี และเงินที่เก็บนี้ ก็นำไปพัฒนาปรับปรุงร้านค้าที่มาร่วมในเทศกาลให้ดูดีขึ้น ซึ่งกิจกรรมนี้ก็สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวดอยตุงได้มาก โดยมีนักท่องเที่ยวมาร่วมงานเพิ่มขึ้นทุกปี"


ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวว่า ส่วนที่ต้องให้ ความสำคัญมากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้คือการมีกิจกรรมที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยู่บนดอยตุงยาวขึ้น รวมถึงการเพิ่มจำนวน นักท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น เพราะโจทย์สำคัญของที่นี่คือการมีโลว์ซีซั่น อยู่ถึง 6 เดือน และที่มีแผนจะทำเพิ่มขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือการทำค่ายเยาวชน "เด็กใฝ่ดี" เพื่อมาเรียนรู้ชีวิตและวัฒนธรรมบนดอยตุง


"ที่ผ่านมาทำปีละ 4 รอบ ได้รับการตอบรับดีแต่ละปีมีเด็กที่เคยมาแล้วผู้ปกครองจองให้มาซ้ำ 40-50% และในอนาคตมีแผนจะขยายไปถึงการเปิดรับเยาวชนจากต่างประเทศเข้ามาด้วย แต่ส่วนนี้คงต้องมีการฝึกเจ้าหน้าที่ของโครงการให้พร้อมก่อน"


ไม่ละทิ้งการดูแล สิ่งแวดล้อม


posttoday6นอกจากนี้ ควบคู่ไปกับการพัฒนา พื้นที่และกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้นนี้ ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายการพัฒนาที่พักของดอยตุงคือ "ดอยตุงลอด์จ" ให้ได้รับการรับรองเป็นโรงแรมสีเขียว โดยมีโครงการกำจัด ซึ่งในปี 2559 สามารถลดขยะที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบเพียง 20% ส่วนอีก 80% สามารถบริหารจัดการได้โดยการคัดแยกไปขาย รีไซเคิล และนำไปทำปุ๋ยชีวภาพสำหรับการปลุกผัก


"ในปี 2560 เราตั้งเป้าที่จะไม่ให้ เหลือขยะส่งไปยังหลุมฝังกลบของเทศบาล การที่เราดึงดูดให้นักท่องเที่ยว เข้ามาบนดอยตุงมากขึ้น แน่นอนว่าขยะ จะต้องมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เราตระหนักและมีแนวทางดูแลเพื่อนำขยะไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น" ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าว


พระราชปณิธาน ที่ต้องสานต่อ


แม้งานการพัฒนาในแต่ละหน่วยธุรกิจของดอยตุงจะดำเนินไปด้วยดี ตามคำบอกเล่าของคุณหญิงพวงร้อย และ ม.ล.ดิศปนัดดา แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานสืบสานพระราชปณิธาน ของสมเด็จย่า เพราะยังมีภารกิจอีกมาก ที่ต้องสานต่อ โดยเฉพาะการนำความรู้และศาสตร์การพัฒนาเข้าไปต่อสู้กับ ยาเสพติด ซึ่ง ม.ร.ว.ดิศนัดดา ประธานคณะกรรมการแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า


"สถานการณ์ยาเสพติดปัจจุบันนี้ ยังคงมากขึ้นตามความต้องการเสพ และปัจจุบันรูปแบบการผลิตยิ่งแตกต่าง ไปจากอดีตคือใช้เครื่องจักรเบา สามารถผลิตได้โดยเคลื่อนที่ไปที่ต่างๆ ได้สะดวก ยากต่อการposttoday7จับกุม ตามแนวตะเข็บชายแดนยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่ต้องการความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างทางการไทยและเมียนมา"


ทั้งนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อยู่ระหว่าง การหารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพื่อปรับปรุงพิพิธภัณฑ์หอฝิ่น จ.เชียงราย ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยจะดึงให้  ป.ป.ส.มาร่วมดูแล และจะพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนรู้เรื่องยาเสพติดโดยเฉพาะ และมีแผนการลงระบบไอทีที่จะมีการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องยาเสพติดกับองค์กรอื่นๆ ทั่วโลก และเน้นดึงเยาวชนเข้ามาอบรมเป็นหลักเพื่อให้ออกไปเป็นเครือข่ายของหอฝิ่นต่อไป


"เราเน้นการให้ความรู้กับเด็ก และ เริ่มทำชายแดนก่อน เพราะเด็กเป็นกลุ่ม คนที่ต้องเติบโตไปเผชิญกับสังคมที่มียาเสพติด เป็นผู้ใหญ่ในอนาคต และเป็นคนที่จะไปยับยั้งพ่อแม่ได้ ตอนนี้เราอบรมเด็กปีละประมาณ 2,700 คน นี่คือที่แม่ฟ้าหลวงทำที่คนไม่รู้ มันเป็นเรื่องด่านหน้าที่ไปชนกับของพวกนี้ และเด็กพวกนี้ก็ไปเกี่ยวข้องกับพ่อแม่ จะหยุดพวกนี้ได้ เราต้องสร้างพวกนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบัน ป.ป.ส.ก็ให้งบประมาณเรามาทำ แต่ทีนี้มารวมกันเลยไปคิดกันในวงกว้าง พอพูดถึงงานพัฒนาดอยตุง เราอาจจะจำภาพความสวยงาม แต่งานที่แม่ฟ้าหลวงทำลึกซึ้งกว่านั้นมาก" ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560
เรื่อง : อนัญญา มูลเพ็ญ

Last Updated on Monday, 05 June 2017 17:04

You are here: