ป่าน่าน เมื่อ4ปีผ่านไป

bkkbuss1ตัวเลข 1.9 ล้านไร่ ได้กลายเป็นความชัดเจนล่าสุดบนสไลด์นำเสนอเกี่ยวกับพื้นที่ป่าที่หายไปใน จ.น่าน บนเวทีสัมมนา รักษ์ป่าน่าน ครั้งที่ 3 ที่จบไปเมื่อไม่นานมานี้  มันเป็นหลักคณิตศาสตร์ง่ายๆ ที่ บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทยหยิบขึ้นมาบอกเล่า พอๆ กับระบบทุนนิยมอย่างอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความเข้มแข็งอย่างยิ่ง ตั้งแต่การปลูก ดูแล หรือแม้แต่ราคารับซื้อในตลาด "ข้าวโพดเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนต่ำพอเริ่มทำแล้วไม่พอก็ขยายพื้นที่ รุกป่าสงวน ซึ่งระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เพราะอะไรน่านถึงหนีจากข้าวโพดไม่ได้ ไม่ใช่เพราะปลูกพืชอื่นไม่ได้ แต่เพราะพืชอื่นไม่มีตลาดมารองรับ" นั่นเป็นสิ่งที่เขาได้จากข้อมูลตลอด 4 ปีนับตั้งแต่โครงการสัมมนาครั้งแรกถูกจัดขึ้น เรียกว่าเป็นความล้มเหลวของ การแก้ปัญหาผืนป่าต้นน้ำที่เติมน้ำกว่า ร้อยละ 40 ให้กับแม่น้ำเจ้าพระยา ?


หรือ...เกิดอะไรขึ้นกับ "ป่าน่าน" กันแน่ฤาท่าดีจะทีเหลว หากเปรียบเทียบผืนป่าตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ที่ระบุว่า ป่าน่านมีทั้งหมด 6,435,792 ไร่ หรือคิดเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด แต่เมื่อเทียบตัวเลขพื้นที่ป่า 4,564,996 ไร่ ที่ภาพถ่ายจากดาวเทียมไทยโชต โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. แปรผลออกมาเมื่อปลายปี 2559
เท่ากับว่า 52 ปีที่ผ่านมา ป่าน่านหายไปแล้วกว่าร้อยละ 29  นัยยะสำคัญของป่าที่ถูกถางออกไปอยู่ในช่วง 10 ปีหลัง ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ป่าน่านสูญเสียพื้นที่แบบก้าวกระโดดจาก 5.2 หมื่นไร่ต่อปี เป็น 1.25 แสนไร่ต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่มีโครงการตั้งแต่ปี 2557 ตัวเลขต้นไม้ที่หายไปกลับทบขึ้นเป็นเท่าตัว


จนวันนี้ "คณิตศาสตร์ง่ายๆ" ของเจ้าสัวบัณฑูร แสดงผลการเสียพื้นที่ป่าอยู่ที่ 2.5 แสนไร่ต่อปี ตัวเลขรุกป่าที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวไม่ต่างจากการ "ตบหน้า" ความคืบหน้าที่หลายหน่วยงานหอบมานำเสนอเมื่อถึงเวลาจัดงานในแต่ละครั้ง


ในมุมผู้จัดเอง บัณฑูรยอมรับว่า งานสัมมนา 3 ครั้งในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับป่าน่านยังไม่มีความชัดเจน แต่การลงพื้นที่ จ.น่าน ครั้งแรกในรอบ 80 ปี ของนายกรัฐมนตรี เมื่อปลายปี 2559 น่าจะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการแก้ปัญหา


"3 ปีที่ผ่านมาถึงตัวเลขยังไม่นิ่ง แต่รัฐก็ยอมรับแล้วว่าเราเสียป่าไป วันนี้โจทย์ที่ต้องดันต่อ ต้องดันให้มีการแก้ไขโครงสร้างการจัดการซึ่งเป็นปัญหาหลักให้ได้ก่อน" เขาหมายถึง "รัฐศาสตร์" หรือ "เขตปกครอง" และ "ข้อกฎหมาย" ตามหลัก "นิติศาสตร์" ที่ถือเป็นล็อคตัวใหญ่ในพื้นที่


กฎหมายหลายฉบับที่สงวนพื้นที่กว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของน่านไว้สำหรับ "ป่า" ขณะที่ประชากรกว่า 4.8 แสนคนตามทะเบียนราษฏร์ซึ่งเท่ากับหลายๆ จังหวัดในภาคกลาง มีสัดส่วนที่ทำกิน 15 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็คงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก การแผ้วถางพื้นที่ป่าเพื่อที่ทำกินจึงเกิดขึ้นทั่วไป และยิ่งลุกลามเมื่อระบบเกษตรอุตสาหกรรมอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ย่างกรายเข้ามาในพื้นที่ "มันเป็นปฏิกิริยาเบื้องต้นของการหาคนผิด เรื่องนี้ไม่ต้องโทษใคร มันเป็นสภาวะทุนนิยมที่น่านเล่นแล้วแพ้" นั่นแหละประเด็น


"ความพัง" ของผืนป่าที่ถูกแปลผลขึ้นจอมอนิเตอร์จึงเต็มไปด้วยคำถามว่า จริงๆ แล้ว การแก้ปัญหาป่าน่าน 4 ปีที่ผ่านมานั้น "คว้าน้ำเหลว" ใช่หรือไม่เริ่มที่ไม้บรรทัดอันเดียว ไม่ว่าภาพภูเขาตะปุ่มตะป่ำที่เว้าแหว่งเพราะถูกถางไปทำไร่ หรือภาพ "ป่าน่านหัวโล้น" บนโลกออนไลน์เวลาพูดถึงกระแสอนุรักษ์ ผู้ต้องสงสัยลำดับแรกมักหนีไม่พ้นคนในพื้นที่ โดยเฉพาะน่านที่มี "เขตป่าสงวน" อยู่ในความดูแล
ของทั้ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ที่กินพื้นที่ 3 ใน 4 ของจังหวัด


ถ้าอย่างนั้น ทางออกของคนน่านกับผืนป่าต้นน้ำน่าจะไปอยู่ตรงไหน  "ปลูกเสร็จไม่เท่ากับปลูกสำเร็จนะครับ" เป็นสิ่งที่ ณรงค์ อภิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคสนาม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดประเด็น "ปลูกป่า" หนึ่งในกระแสที่ถูกส่งมาเพื่อถมป่าให้กลับคืนมา ถึงจะเป็นความปรารถนาดี แต่ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ นี่เป็นการ "เกาไม่ถูกที่คัน" เพราะอัตราการปลูก แล้วรอดของแคมเปญปลูกป่านั้นถือว่า "ต่ำมาก"  อีกเรื่องที่ต้องยอมรับหากจะคิดถึงการแก้ปัญหาป่าให้ได้ผลคือต้องยอมรับ "ความจริง" ให้ได้ก่อน ความจริงที่ว่า "พื้นที่รุกป่า" กับ "พื้นที่ทำกิน" เป็นพื้นที่เดียวกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับลุ่มน้ำสาขาทั้ง 18 แห่งที่เป็นเหมือน "ใบประกอบ" ของกิ่งไม้ที่ชื่อ "แม่น้ำน่าน"   เขายกตัวอย่างองค์ประกอบของความจริงที่ต้องคิดถึง ทั้ง ชาวบ้าน พื้นที่ทำกินที่เป็นผืนเดียวกับป่าหัวโล้น วงจรไฟป่าที่เริ่มเผากันตั้งแต่เดือนเมษายน ก่อนที่สิงหาคมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็จะเขียวเต็มทุ่ง


"ปัจจัยการผลิตครบ ตลาดมีรองรับแน่นอน แล้วก็ไม่ถูกจับ" ผอ.ณรงค์อธิบาย


ดังนั้น การเริ่มต้นปลูกป่าในแบบฉบับของ "ดอยตุงโมเดล" หรือ "ศาสตร์ของพระราชา" จึงเริ่มที่การ "ปลูกป่าบนกระดาษ" ก่อน เขาเสนอสัดส่วนพื้นที่


ป่าอนุรักษ์ที่จะไม่มีใครไปแตะต้อง ป่าเศรษฐกิจที่อุดมไปด้วยไม้ยืนต้น ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย ซึ่งถอดแบบมาใช้กับ "ป่าลุ่มน้ำสบสาย" ที่มีอาณาบริเวณ 34,314 ไร่ ของ อ.เฉลิมพระเกียรติ จุดรุกป่าที่รุนแรงที่สุดอีกแห่งของเมืองน่าน


แนวคิดนี้ไม่ต่างจากที่ เจ้าสัวบัณฑูรนำเสนอบนเวทีสัมมนา เขาเทียบเคียงสัดส่วนการจัดสรรพื้นที่ภายในจังหวัดน่านเพื่อเป็นโมเดลในการแก้ปัญหา แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ พื้นที่ป่า พื้นที่ต้นไม้ใหญ่ที่ยอมให้มีพืชเศรษฐกิจได้ และพื้นที่สำหรับพืชเศรษฐกิจ โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ยังคงความเป็นป่าสงวนโดยกฎหมายอยู่


โดยทั้ง 2 แนวคิดนี้นั้น ต้องมีคำสำคัญร่วมกัน คือ "เจ้าหน้าที่รัฐ และชาวบ้านต้องถือไม้บรรทัดอันเดียวกัน"  ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามฯ ขยายความถึงไม้บรรทัดอันดังกล่าวก็คือ การยอมรับในแง่การจัดสรรพื้นที่ร่วมกันก่อน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำกินในป่าสงวนที่จะไม่มีมากไปกว่านี้ เพื่อเป็นหลักประกันในการตรวจสอบพิกัดดาวเทียม ซึ่งความชัดเจนจะทำให้จัดการปัญหาที่เรื้อรังมา


นานปีให้ง่ายขึ้นด้วย จากนั้นจึงหาพืชทดแทนที่มีมูลค่า และตลาดแน่นอนมาเติมช่องว่างรายได้ที่หายไปจากไร่ข้าวโพด โดยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ไผ่ กล้วย กาแฟ ก๋ง (สำหรับทำไม้กวาด) หรือปศุสัตว์ที่พัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ ก็ล้วนถูกกระจายไปยังพื้นที่นำร่องอื่นๆ ทั่วเมืองน่านมาสักพักแล้ว ภายในระยะเวลา 5 ปีก็จะเห็นผลเป็นรูปเป็นร่าง


"เวลาแก้ก็แก้เป็นลุ่มน้ำ อย่าแบ่งเขต แล้วลุ่มน้ำเล็กๆ เหล่านั้นก็จะต่อเติมให้ใบประกอบเหล่านี้เต็มกิ่งเองในที่สุด อย่างที่สบสายเราก็ได้ป่ากลับคืนมา 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว" เขายืนยัน ป่ายังเพราะคนอยู่
ถึงจะมีคำพูดว่า คนหิว ป่าเลยหายจะสะท้อนถึงวังวนความยากจน และคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้มีทางเลือกให้มากนัก แต่ในทางกลับกัน คนอยู่ป่าก็ทำให้ป่ายังอยู่ด้วยเหมือนกัน  เรื่องนี้ ชัยวัฒน์ อุคำอ้าย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านพี้เหนือ อ.บ้านหลวงยืนยันได้เป็นอย่างดี คนบ้านพี้ทิ้งไร่ให้เป็นป่าไปราว 3,400 ไร่ โดยจัดสรร "ป่า" ของพวกเขาออกเป็น ป่าอนุรักษ์ พื้นที่สำหรับไม้เศรษฐกิจยืนต้นซึ่งเป็นพืชระยะยาว ขณะที่ฐานรากเป็นพืชเศรษฐกิจระยะกลาง และสั้น "มันเป็นการสวมหมวกให้ภูเขา ใส่รองเท้าให้ดอยครับ" เขาบอก และมุ่งหวังว่าพื้นที่บริเวณนี้จะนำร่องไปสู่การแก้ปัญหาต้นน้ำห้วยพริกหลวงที่แห้งแล้งให้กลับคืนความสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง


หรือถ้าจะบอกว่า น้ำเปลี่ยนชีวิตที่"ฝายบ้านน้ำช้าง" ของผู้ใหญ่ กานต์ เจริญกิจรัตนกุล ก็สามารถคืนป่าให้กับรัฐบาลได้ 2,200 ไร่ เกินกว่านโยบายที่วางไว้ 1,800 ไร่ นั่นก็เพราะพวกเขาสามารถสร้างรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากพื้นที่ที่มีอยู่นั่นเอง "ป่านี่จะกลายเป็นต้นทุนให้กับชุมชน และเป็นมรดกทางธรรมชาติส่งต่อให้ลูกหลานเราต่อไปในอนาคต" เขายิ้มภูมิใจถึงไม้ทุกต้นที่คืนให้ป่าก็กลายเป็น "ต้นทุน" ที่มีชีวิตสร้างแหล่งน้ำ และความสมบูรณ์ให้พื้นที่กลับคืนมานั่นเอง


แม้แต่ บ้านน้ำมีด เมื่อเจ้าหน้าที่ร่วมมือกับชุมชนในฐานะผู้สนับสนุน ก็มีแต่ได้กับได้


"เราลบภาพเจ้าหน้าที่ไปฝากตัวเป็นลูกหลาน ทำงานร่วมกับชุมชน ส่งเสริมรายได้จนที่สุดชาวบ้านก็คืนป่ามากลับมาให้กว่า 4,000 ไร่" บัณฑิต ฉิมชาติ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำมีด จากกรมอุทยานฯ เล่าถึงผลของการมองธงร่วมกันในการแก้ปัญหา


แต่แน่นอนว่า วันนี้ ภาพป่าน่านก็ยังคงเป็นภาพป่าหัวโล้นอยู่


ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความพยายามแก้ปัญหา เพราะหลายชุมชนในพื้นที่ เจ้าสัวการันตีว่ามีความแข็งแรงมาก แต่ช่องว่างที่หายไป ทั้งในแง่ของความร่วมมือ หรือการมองป่าน่านให้ต่างออกไปจากการจัดการปัญหาป่าไม้แบบเดิมๆ เหมือนที่อุทยาน หรือที่อนุรักษ์อื่นๆ ก็ถือเป็นโจทย์สำคัญ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วความจริงเกี่ยวกับพื้นที่ป่าที่หายไป ก็จะยิ่งเลวร้ายลงเหมือนอย่างที่ปรากฏในงานสัมมนาครั้งล่าสุดนี้  เราคงไม่ต้องรอให้เกิดคำถามทำนองว่า... ถ้าตัวเลขป่าน่านบนแผนที่ดาวเทียมไม่โกหก  แล้วใครกันแน่ ...ที่โกหก


ตรวจการบ้าน ความคืบหน้าการแก้ปัญหาป่าน่านตลอดการจัดงานสัมมนา 3 ครั้ง ภายในช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ...ใครบ้างที่สอบตก


เรื่อง : ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณีภาพ : ณพวุฒิ กาญจนภิญโญวงศ์

Last Updated on Monday, 05 June 2017 17:44

You are here: