ทาน ‘งา’ ประจำ ทำลายความแก่!

hl040610‘งา’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง งาช้าง แต่หมายถึง ‘งา’ อาหารที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์นานัปการ ‘มุมสุขภาพ-กินดี’ วันนี้ จึงขอแนะนำให้ผู้อ่านทราบถึงคุณค่าของงา

เริ่มจาก ‘งาดำ’ ที่ ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ มักอยู่ในรูปของส่วนผสมในเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ การรับประทานงาดำจะช่วยให้นอนหลับได้สนิท และตื่นนอนพร้อมความรู้สึกสดชื่นกระปรี้ประเปร่า ทั้งยังป้องกันเหน็บชา ป้องกันอาการท้องผูก บำรุงกระดูก และบำรุงรากผม ทำให้ผมดกดำ

ส่วน ‘น้ำมันงาดิบ’ หากนำมาใช้นวดตัวเป็นประจำ ช่วยปรับระบบประสาท คลายกล้ามเนื้อ ชะลอความเสื่อมของผิวหนังและกล้ามเนื้อ ให้แลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม งา ถือเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินนานาชนิด เช่น บี1, 2, 3, 5, 6 และ 9 มีสรรพคุณในการช่วยย่อยไขมัน ลดคอเลสเตอรอล ทั้งยังมีวิตามินอี ซึ่งเป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความแก่ และเป็นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็ง เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

Last Updated on Tuesday, 08 June 2010 09:53

Read more...

พลังแห่งการคิดในเชิงบวก

psychologybloggang7ข้อมูลใหม่จากวงการวิทยาศาสตร์
การคิดในเชิงบวก (Positive Thinking) มีผลต่อร่างกายมิใช่เพียงแค่จิตวิทยา หากมีผลเชิงกายภาพด้วย!

ความรู้ใหม่ที่เป็นข่าวดีสำหรับคนที่มี อารมณ์ดีเป็นนิจ เพราะมองโลกในแง่ดีเป็นนิสัย
แต่ก็เป็นข่าวร้ายสำหรับ การศึกษาวิจัยของวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการทดลองยาใหม่
ด้วยวิธีการใช้ “ยาหลอก” (Placebo) เพราะผลที่ได้ออกมา อาจไม่แม่นยำ ถูกต้อง ดังที่เคยเชื่อกันมา

ความคิดเชิงบวก มีพลังแค่ไหน?

ก่อนที่วงการวิทยาศาสตร์จะมีเทคโนโลยี ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมองเห็นสภาพความเปลี่ยนแปลง
ที่เกิดขึ้นกับ สมองอย่างละเอียดทุกขณะเวลาที่ต้องการ
หลักฐานเกี่ยวกับพลังความคิดเชิง บวก มักจะมาจากการศึกษาผลของการคิดเชิงบวกต่อสุขภาพกายโดยทั่วไป
ซึ่ง ออกมาในเชิงว่าการคิดเชิงบวกมีผลต่อสุขภาพกาย ทำให้อาการป่วยหายเร็วขึ้น
หรือ คนที่ไม่ป่วยก็จะมีสุขภาพดีกว่าคนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มักจะมองโลกในแง่ร้าย
หรือมีความคิดเชิงลบเป็น นิจ คือ เป็นคนที่มักจะวิตกกังวลเป็นประจำ มีจิตใจหดหู่
เมื่อเจ็บป่วย ขึ้นมาเพียงเล็กน้อยก็มักจะรู้สึกว่า กำลังเจ็บป่วยอย่างหนัก

Last Updated on Monday, 07 June 2010 11:03

Read more...

ความสุขกับการลืม

คุณเคยอยู่ในภาวะที่ต้องดิ้นรนเพื่อพยายามลืมใครสักคนจากชีวิตคุณบ้างไหม สาวสวยคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เธอกำลังพยายามเยียวยาตัวเองจากแผลในใจที่อดีตคนรักทิ้งไว้ให้เธอ แผลนั้นลึกและร้ายแรงเพราะเธอรักเขามาก แต่สุดท้ายผลที่ได้กลับเป็นความหมางเมิน เพิกเฉย และรำคาญ ในสิ่งที่เธอทำ จนที่สุดเธอกลายเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเองในการมีความรัก และต้องดิ้นรนเพื่อจะลืมเรื่องของเขาเธอหวังว่าถ้าลืมได้จะมีความสุข เหมือนพล็อตหนังเรื่องEternal Sunshine of the Spotless Mind

Last Updated on Monday, 07 June 2010 10:23

Read more...

โรคทางใจ

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

กายเกิดจากวัตถุธาตุ มีดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นต้น
เมื่อโรคเกิดขึ้นที่วัตถุธาตุ ซึ่งมันอาจขาดธาตุอะไรสักอย่าง
ครั้นหมอพิสูจน์รู้ สมุฎฐานความเป็นจริงแล้วก็ต้องรักษาด้วยการเพิ่มธาตุนั้นๆ
ส่วน จิตเป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วดับพร้อมกับอารมณ์นั้นๆ
ซึ่ง มีธาตุรู้เป็นผู้ยืนโรง จิตจะเกิดโรคชนิดใดต้องอาศัยอารมณ์เป็นเครื่องวัด

ฉะนั้นหมอธรรมดาซึ่งไม่มีความรู้ ไม่ฉลาดในอารมณ์นั้น ๆแล้ว
ไม่สามารถจะรักษาโรคทางใจได้
พระพุทธเจ้าของเราพระองค์ เป็นแพทย์ผู้วิเศษ
ใช้ธรรมโอสถเป็นยารักษาโรคได้อย่างเด็ดขาด หายแล้วไม่กลับเกิดอีก
ถึงอมตะดับทุกข์ร้อนถอนอาลัยไม่ กังวล
เพราะพระองค์ทรงรู้แจ้งในตำแหน่งที่มาของโรคใจได้ทุกประการ
และวางยาวิเศษอันได้นามสมัญญาว่า "มรรค ๘ หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา"ให้เหมาะกับโรคนั้นๆ

อนึ่ง เพื่อสะดวกแก่การรักษาโรคนั้น ๆ โดยเฉพาะ
ท่านได้จัดยาไว้เป็นพิเศษเพื่อรักษาโรคนั้นๆ โดยเฉพาะมีดังนี้คือ

โรคราคะ ทำให้จิตใจน้อมเอนเอียงไปในความกำหนัดรักใคร่
ไม่ว่าจะเห็นรูปด้วยตา ฟังเสียงด้วยหู เป็นต้น
ย่อมเห็น เป็นของน่ารักใคร่น่าพอใจทำให้เกิดความกำหนัดยินดีไปทั้งนั้น
ท่าน ให้ใช้ยาคือ อสุภะเห็นเป็นของปฏิกูลน่าพึงเกลียด
หรือเห็นเป็นเหตุก่อให้เกิดทุกข์เป็นต้น

โรคโลภะ เมื่อความทะยานอยากได้ไม่รู้จักพอ
เพราะไม่เห็นคุณค่าแห่งการแจกจ่ายแบ่งปันให้แก่คนอื่น
ฉะนั้น ท่านจึงสอนให้รักษาด้วย การให้ทาน
เมื่อทำทานไปแล้วผู้ที่ได้รับทานจะแสดงความขอบใจและดีใจ
อาจ ทำการอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ตอบแทนจนเป็นที่พอใจ
แล้วจะเห็นคุณค่าของการทำทานอันล้ำค่า
หรือเห็นสมบัติทั้ง หลายในโลกนี้ มิใช่ของตนคนเดียว
แต่เป็นของสาธารณะ เพียงเปลี่ยนมือกันใช้เท่านั้น
ตายแล้วทุกคนต้องทอดทิ้ง ไว้ในโลกนี้ด้วยกันทั้งนั้น
ไม่มีใครเอาติดตัวไปด้วย นอกจากบาปและบุญเท่านั้น ฯ

โรคโกรธ คิดแต่แง่ทำลายหมายแต่โทษความผิดของผู้อื่น
โดยมิได้ทบทวนคิดถึงความดีมีประโยชน์ของเขาบ้าง
ความชั่ว หรือความผิดมีนิดเดียว ก็สร้างให้มากทวีขึ้น
หรือแม้ความ ชั่วความผิดของคนอื่นเขาไม่มีเสียเลย
แต่เราไปสร้างขึ้นเองด้วยความไม่พอใจของเรา
จึงเป็นโรคที่ ร้ายแรงมากอาจสร้างนรกไว้บนสวรรค์ก็ได้
เป็นการทำความเดือดร้อนให้แก่คนอื่นโดยเฉพาะ
ท่านจึงสอน ให้วางยาเย็นคือ ความเมตตา ปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข
จนเห็นโทษในการทำความเดือดร้อนให้แก่คนอื่น

ทุกคน เกิดมามีกิเลสประจำตัวอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย
และทุกคนก็เกลียดทุกข์ ปรารถนาสุขด้วยกันทั้งนั้น
จึงประกอบแต่สิ่งที่เห็นว่าดี ถูกต้อง อันจะนำความสุขมาให้
แต่เพราะกิเลสยังมีประจำใจอยู่ จึงอาจมีผิดบ้างบางกรณี

ฉะนั้น หากจะโกรธใครคนอื่น
จงคิดถึงเจตนาของเขาหรือประมวลความผิด ความชั่วของเขา เท่าที่เราจะประมวลได้
แล้วเอามาลบความดีของเขา เท่าที่เราจะประมวลได้เหมือนกัน
ถ้าหากความดีของเขายังเหลือ เป็นอันใช้ได้
อย่าพึงโกรธเขาก่อนเลย
แล้วก็อย่าลืม เอาความผิด หรือความชั่วของเรา
มาลบความดีของเราอีกด้วยว่าจะได้ผลลัพธ์อย่างไร

โรค โมหะความคิดผิด เห็นผิด
เป็นเหตุให้กระทำผิดพูดผิดจากความจริง โดยเห็นผิดเป็นถูก เห็นดีเป็นชั่ว เป็นต้น
อันเป็นเหตุให้กิจการนั้น ๆ ไม่สำเร็จลุล่วงไปได้เท่าที่ควร
เหมือนกับปลาติดอวนหรือนกติดข่าย
มีแต่จะนำความฉิบหายมาให้แก่ตนส่วนเดียว
ต้องรักษาด้วยยาคือ สุตตะ หมั่นได้ยินได้ฟัง และไต่ถามตริตรองบ่อย ๆ

ความสุข

คนเราทุกคนซึ่งเกิดขึ้น มานั้น
ก็มีความรู้สึกว่า จะแสวงหาความสุขในโลกนี้
ซึ่งคนทั้งหลายคิด ว่า เป็นความสุขที่แท้จริง

ทุก ๆ คนก็ดิ้นรนแสวงหาความสุข
อัน เกิดจากวัตถุธาตุทั้งหลาย
อันเกิดจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทั้งหลาย
ซึ่ง คนทุกคนนั้นคิดว่าเป็นความสุขที่แท้จริง
บางคน ก็แสวงหาความสุขในทางที่ผิดศีลธรรม
บางคน ก็แสวงหาความสุขในทางที่ถูกศีลธรรม

ความจริงคนทั้งหลายนั้น มีความหลงเพลิดเพลิน
อยู่กับความสุขอันเกิดจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ว่าเป็นความสุขที่สูงที่สุด

แต่ยังมีความสุขที่เหนือไป กว่านั้นอีก
คือ การทำจิตให้สงบ
การทำจิตให้สงบ ก็ยังมีความสุขที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก
คือ การทำกิเลสให้สงบ


ยิ่ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง บรรเทาเบาบางลงไปมากเท่าไหร่
ความสุขที่แท้ จริงก็ย่อมปรากฏขึ้นภายในจิตใจของบุคคลนั้น
พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า สุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบไม่มี

ความจริงคนเรานั้นเกิดขึ้นมาแล้ว
ก็ พยายามแสวงหาความสุขภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว
แต่ว่า ความสุขอัน เกิดจากวัตถุธาตุทั้งหลาย
เป็นเพียงเพื่อบรรเทาความทุกข์ในจิตใจของเรา
เพียง ชั่วคราวเท่านั้น

ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ภายในจิตใจของเรา
You are here: