“ในหลวง ร.9” ในความทรงจำ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล “70 ปี ที่พระองค์ท่านไม่เคยทิ้งพระปฐมบรมราชโองการ”


“ในหลวง ร.9” ในความทรงจำ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล “70 ปี ที่พระองค์ท่านไม่เคยทิ้งพระปฐมบรมราชโองการ”

888

“ในหลวง ร.9” ในความทรงจำ

.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล

“70 ปี ที่พระองค์ท่านไม่เคยทิ้งพระปฐมบรมราชโองการ”

แม้จะไม่ได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยตรง แต่ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ได้เห็นและรับทราบถึงพระราชจริยวัตรอันประเสริฐอย่างใกล้ชิด ม.ร.ว.ดิศนัดดา หรือ “คุณชาย” ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จ


พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ต่อจากบิดาตั้งแต่ปี 2510 กระทั่งสวรรคตในปี 2538 จากนั้น จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้สืบสานแนวพระราชปณิธานของสมเด็จย่าต่อไป จึงกล่าวได้ว่าคุณชายมีโอกาสรับทราบถึงการทรงงานอย่างหนักของทั้งสองพระองค์เพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด

BOT พระสยาม MAGAZINE ได้รับเกียรติจาก .ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดช พร้อมทั้งกระตุ้นให้ทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการน้อมนำพระราชดำริไปปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาตนเองและสร้างโอกาสให้ผู้ที่มีน้อยกว่า ซึ่งในที่สุดก็คือการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ประเทศชาตินั่นเอง

สิ่งประทับใจที่สุดคือ พระปฐมบรมราชโองการ

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

นี่คือพระปฐมบรมราชโองการ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2493  คนไทยแทบทุกคนคุ้นหูกับประโยคนี้ แต่มีน้อยคนนักที่นำประโยคนี้มาวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างลึกซึ้ง

“สิ่งที่ผมประทับใจ “ในหลวง ร.9” มากที่สุดคือ พระปฐมบรมราชโองการ เพราะสะท้อนว่าทรงนึกถึงประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ และไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญกว่านั้น นับตั้งแต่ทรงราชย์ในปี 2489 รัชกาลที่ 9 ทรงเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างมหาศาล ทั้งความยากลำบากจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ความทุกข์พระทัยจากเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 โรคระบาดอย่างหนักในเมืองไทยเมื่อปี 2493 และการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ทำให้คนไทยต่อสู้กันเอง ฯลฯ จะเห็นได้ว่าเมื่อทรงราชย์แล้ว ก็ไม่ได้ทรงพระเกษมสำราญตามที่พระเจ้าแผ่นดินควรจะเป็น แต่กลับทรงงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ”

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ขยายความว่าขณะที่กษัตริย์ส่วนใหญ่ในโลกมีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ รัชกาลที่ 9 กลับเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่ทรงราชย์ จึงมีโครงการพระราชดำริเกิดขึ้นเป็นพันโครงการเพื่อแก้ปัญหาของประเทศในช่วงนั้นๆ อีกทั้งยังมี “โครงการหลวง” เพื่อแก้ปัญหาฝิ่นและยาเสพติดตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นการผสมผสานการแก้ปัญหายาเสพติดและการเกษตรสมัยใหม่โดยยึดคนเป็นศูนย์กลาง และกลายมาเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 9 ได้ทรงทดลองศึกษาและทำ “เกษตรทฤษฎีใหม่” หรือ “การเกษตรแบบปราณีต” อย่างเป็นระบบภายใน “บ้าน” ของพระองค์ก่อน (พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน) เมื่อสำเร็จจนแน่พระทัยแล้ว จึงพระราชทานให้หน่วยราชการต่างๆ ไปขยายผลสู่ประชาชน เช่น ปลานิล เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนที่ถูกที่สุดให้คนไทย เป็นต้น พระตำหนักจิตรลดาฯ จึงกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญมากๆ แห่งหนึ่ง

ดังนั้น บทเรียนและประสบการณ์อันเกิดจากการศึกษาอย่างเป็นระบบและลงมือปฏิบัติจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ จึงเป็นองค์ความรู้และที่มีพื้นฐานจากความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผล และปฏิบัติได้จริง และมาจากพระราชปณิธานที่ต้องการให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขและพึ่งตนเองได้ ทั้งหมดนี้
ที่เรียกว่า “ศาสตร์พระราชา” จึงสามารถนำไปสู่การพัฒนาสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

“คุณชาย” ย้ำว่า ทุกอย่างที่ทรงทำก็เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสที่ถ่ายทอดถึงพระบรมวงศานุวงศ์โดยทั่วกันว่า ‘การเป็นกษัตริย์นั้น ถ้าทำให้ประชาชนมีความสุขไม่ได้ ก็นับเป็นความล้มเหลว’ จึงกล่าวได้ว่า “ตลอด 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชทรงราชย์มา ทรงไม่เคยทิ้งพระปฐมบรมราชโองการ แม้แต่วินาทีเดียว”

เรียนรู้จากการ “พาทำ” ของสองพระองค์ “นักพัฒนา”

“ทำอย่างไรอย่าให้คนลืมแม่” คือพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อคุณชาย หน้าพระบรมโกศของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในปี 2538 และกลายเป็นแรงบันดาลใจตลอดจนรากฐานการทำงานของคุณชายและมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ด้วยการนำหลักคิดและแนวพระราชดำริของสมเด็จย่าไปปฏิบัติจริงในพื้นที่ห่างไกล เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและการขาดโอกาสอันเป็นรากเหง้าของปัญหาต่างๆ ในสังคมโดยไม่จำกัดสัญชาติ เชื้อชาติ หรือศาสนา

“ตลอดระยะเวลากว่า 28 ปีที่ได้รับใช้ใกล้ชิด “สมเด็จย่า” ท่านเรียบง่าย พระทัยเย็น มีเหตุผล ทรงมองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์ คิดล่วงหน้าก่อนที่คนอื่นจะคิด เช่น ทรงเห็นความสำคัญของป่า และการ reuse recycle เพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน (global warming) ตัวอย่างเช่น ทรงนำกระป๋องที่ใช้แล้วมาทำพิมพ์ขนมปัง เป็นต้น ซึ่งคนมักมองว่าทรงเป็นคนมัธยัสถ์ แต่อันที่จริง ทรงพยายามแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนในทุกๆ ทางที่ทรงทำได้ และที่สำคัญ สมเด็จย่าคิดถึงผู้อื่นก่อนองค์เอง และคิดที่จะช่วยเหลือคนที่มีโอกาสน้อยกว่าอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ซึมซับเข้าไปในตัวผม ทำให้กลายเป็นคนที่คิดถึงเรื่องชุมชน และมุ่งมั่นทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เพราะได้เรียนรู้จากทั้งสองพระองค์ทุกๆ วันจนเป็นอัตโนมัติ สมเด็จย่าและในหลวง ร.9 ไม่เคยสั่งให้เราทำอะไร แต่จะทรงทำให้ดู เรียกว่า ทั้งสองพระองค์ “พาทำ” เมื่อผมถูก “พาทำ” จนเข้าไปในสายเลือด ผมจึงนำสิ่งที่เรียนรู้นี้ไปทำกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้อง”

คุณชายยกตัวอย่างว่าในการเสด็จลงพื้นที่ต่างจังหวัด จะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้น้อย และเจ้าหน้าที่ท้องที่ท้องถิ่นจำนวนมากตามเสด็จด้วยทุกครั้ง นั่นเป็นกุศโลบายในการ “พา (ข้าราชการ) ทำ” และเอกชนด้วยเป็นครั้งคราว เพื่อให้เห็นทั้งหลักคิด หลักปฏิบัติ กระบวนการ และเทคนิควิธีการทำ รวมทั้งยังมีนัยสำคัญคือ การพยายามปิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เช่น การที่พระองค์ทรงนั่งพับเพียบท่ามกลางประชาชน นับเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดถึงการไม่มีช่องว่างระหว่างชนชั้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พระองค์ท่านทรง “พาทำ”

“ภาพที่เราเห็นชาวบ้านนั่งต่อหน้าพระพักตร์ หมายความว่าชาวบ้านคือพระอาจารย์ของพระองค์
แม้พระองค์จะทรงศึกษาจากตำรา จากข้าราชการ และผู้มีความรู้สูงแล้ว พระองค์ยังเสด็จฯ ไปทรงรับฟังจากชาวบ้านด้วย เพราะไม่มีใครรู้พื้นที่ดีเท่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญที่ผมเรียนรู้และซึมซับจากทั้งสองพระองค์ และน้อมนำไปใช้ในการทำงานพัฒนา นั่นคือ การรับฟังและเรียนรู้จากชาวบ้าน”

ข้าราชการควรน้อมนำ “หลักบูรณาการ” เป็นหลักปฏิบัติ 

ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ถูก “พาทำ” ม.ร.ว.ดิศนัดดา เล่าว่า สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “ทำจากเล็กไปหาใหญ่”

“หลายสิ่งหลายอย่างพระองค์ทรงทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง รวมถึงการใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่หลายคนเรียนแต่ไม่รู้ บ้างก็รู้แต่ไม่นำไปปฏิบัติ ซึ่งถ้าทุกคนนำสิ่งที่เรียนรู้จากพระองค์ไปพัฒนาตัวเอง แล้วขยายไปยังครอบครัว ไปยังกลุ่มของตัวเอง ไปสู่ชุมชน ในที่สุด ก็จะขยายไปทั้งประเทศ ส่งผลให้เกิดความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ความสุข และความยั่งยืน”

นอกจากนี้ การทำงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังต้องยึดหลักสำคัญคือ “ทำจากล่างขึ้นบน” โดยมีกุญแจสำคัญอยู่ที่การฟังและเรียนรู้จากชาวบ้านถึงปัญหาและความต้องการของพวกเขา โดยชาวบ้านในที่นี้ ไม่ใช่แค่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือกรรมการหมู่บ้าน แต่คือชาวบ้านในชุมชนทุกหลังคาเรือน ซึ่งปัญหาหรือความต้องการใดที่ชาวบ้านกว่า 75% ของชุมชนเห็นพ้องกัน จึงจะหยิบยกขึ้นมาพัฒนาเป็นโครงการสำหรับชุมชนนั้น ขณะเดียวกันก็ต้องยึดหลัก “ทำจากบนลงล่าง” กล่าวคือ ทั้งรัฐบาล หน่วยงานด้านนโยบายระดับประเทศ หน่วยงานระดับจังหวัด ตลอดจนหน่วยงานท้องที่ท้องถิ่น อย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ฯลฯ และที่สำคัญคือ ชาวบ้านอย่างน้อย 75% ของชุมชนนั้น ต้องเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว

“สิ่งที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ทำได้ดีที่สุด คือการประสาน “วิ่งขึ้น-วิ่งลง” เราต้องประสานทั้งหมด ทั้งแนวดิ่ง (Vertical) เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และขยับงานได้ และแนวนอน (Horizontal) เพื่อสลาย “ไซโล (Silo)” หรือการทำงานเป็นแท่งๆ หน่วยงานใดก็หน่วยงานนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าการทำงานที่เกี่ยวข้องกันสอดคล้องกันได้อย่างดี ไม่ทับซ้อน สร้างความเสียหายกับหน่วยงานอื่น และที่สำคัญคือไม่ทำให้ส่วนรวมเสียหาย นั่นคือต้องรู้จัก “บูรณาการ” คำนี้มีอยู่แต่ไม่ค่อยปฏิบัติกัน แต่ “หลักบูรณาการ” นี้เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงยึดถือและทรงปฏิบัติมาตลอด

“ลำพังผมก็คงทำได้แค่หยิบมือเดียว ดังนั้น สิ่งที่ผมพยายามทำมากที่สุดทุกวันนี้ คือพยายามกระตุกต่อมคิด เปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) ของข้าราชการ ชาวบ้าน และเอกชน และผลักดันให้นำ “ศาสตร์พระราชา”ไปเป็นหลักปฏิบัติในภารกิจตามปกติของหน่วยราชการ องค์กรเอกชน และภาคประชาชน”

“เศรษฐกิจพอเพียง” คือ “หัวใจ” การทำหน้าที่ธนาคารกลาง 

ในมุมมองของ “คุณชายนักพัฒนา” ธปท. มีหน้าที่สำคัญมากมาย แต่หน้าที่หลักมีอยู่ 2 ด้าน คือ
1) การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าและมีเสถียรภาพ และ
2) การกำกับดูแลสถาบันการเงินและตลาดการเงินให้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคง

“จะเห็นว่า เป้าประสงค์ทั้ง 2 ด้านมีความขัดแย้งและคานกัน ด้านหนึ่งต้องการการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกด้านหนึ่งต้องดูแลเรื่องเสถียรภาพและความมั่นคง ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ “ความสมดุล” ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะถ้าเน้นความมั่นคงหรือเสถียรภาพมากเกินไป ก็จะคุมเข้มมากจนอาจทำให้เศรษฐกิจโตช้า แต่ถ้าผ่อนคลายเกินไป อาจทำให้เกิดวิกฤติเหมือนปี 2540 ดังนั้น จะทำอย่างไรให้เกิดสมดุล ไม่ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป แต่ทั้งนี้ต้องดูความเป็นไปของโลกด้วย เพราะมีส่วนที่มากระทบกับเราอย่างมาก แม้เราไม่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นก็ตาม”

คุณชายสรุปหนักแน่นว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือคำตอบ และเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินนโยบายทั้ง 2 ด้านของธนาคารกลาง พร้อมกับอธิบายว่า แม้ว่า ธปท. จะขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมผู้มีความรู้ด้านเศรษฐกิจดีที่สุดและมีจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยคนกลุ่มนี้ต่างก็ตั้งใจเข้ามาทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ แต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 นับเป็นอุทาหรณ์ที่เตือนว่า ความรู้และคุณธรรมไม่เพียงพอที่จะทำหน้าที่ธนาคารกลาง

“การทำหน้าที่ของ ธปท. ยังต้องอาศัย “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ข้อ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบคือ หลักในการบริหารจัดการความเสี่ยงทุกประเภท”

ทั้งนี้ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ได้ฝากความหวังไว้กับ ธปท. ในการนำพาและปรับเศรษฐกิจไทยไปสู่ระบบใหม่ (Paradigm Shift) และร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ แก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไปบนพื้นฐานของ ความใส่ใจและการแบ่งปัน ‘care & share’ โดยมีศาสตร์พระราชาเป็นเข็มทิศ เพื่อให้ประเทศของเราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“ระบบทุนนิยม (Capitalism) สังคมนิยม (Socialism) และคอมมิวนิสต์ (Communism) รวมถึงประชาธิปไตย (Democracy) ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้จากความอดอยาก ยากจน คนรวยกับคนจนห่างกันมากขึ้นๆ และความเหลื่อมล้ำก็มากขึ้นๆ ทั่วโลก ผมจึงเชื่อว่าต้องมี ‘ism’ ใหม่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แต่ผมไม่ใช่นักวิชาการ จึงไม่อาจรู้ได้ว่า ‘ism’ ใหม่นี้คืออะไร แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าต้องมีหลักคิดแบบตะวันออกเป็นหัวใจสำคัญ ดังจะเห็นได้จากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs: Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติ สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ รัชกาลที่ 9 ทรงทำเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากว่า 50 ปีแล้ว

นักพัฒนาวัย 78 ปี กล่าวทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นว่า “วันนี้ใครจะให้ผมเป็นอะไร ผมไม่เป็นทั้งนั้น ผมจะทำในสิ่งที่ผมเชื่อมั่นใน ‘ศาสตร์พระราชา’ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

* * * * * * * *

Quote

1) “ตลอด 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำมา พระองค์ไม่เคยทิ้งพระปฐมบรมราชโองการ แม้แต่วินาทีเดียว”

2) "เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน พระองค์ทรงทำมา 50 ปีแล้ว ยิ่งเรื่อง Care & Share และการลดความเหลื่อมล้ำ พระองค์ทรงทำมาตลอดตั้งแต่ทรงครองราชย์”

 

ที่มา : https://www.bot.or.th/broadcast/EBook/BOT4_60/mobile/index.html#p=7

Last Updated on Tuesday, 05 September 2017 18:02

You are here: